« back to eventpro.in.th

7 September 2012 a-taste-of-nibbana-4 ห้องนิพพานชิมลอง มองธรรมะ ปฏิบัติสมาธิ

ถ้าพูดถึงสวนรถไฟข้างจตุจักรหลายคนคงรู้จักดี แต่ถ้าถามว่าแล้วสวนโมกข์ กรุงเทพฯ อยู่ไหนหละ หลายคนอาจไม่รู้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ตั้งอยู่ติดกันนั่นแหละครับ พอดีผมได้มีโอกาสแวะไปลองชิมรสชาติแห่งความสงบที่หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ หรือสวนโมกข์ กรุงเทพฯ และได้เยี่ยมชมนิทรรศการ “นิพพาน” จึงอยากนำเรื่องราวนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ

ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือ เงื่อม อินทปัญโญ เป็นพระนักปฏิบัติผู้ซึ่งได้อุทิศตนเพื่อการเผยแพร่พระธรรมตลอดช่วงชีวิตของท่าน แม้ท่านจะจากไปแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2536 ก็ได้ทิ้งผลงานไว้ในโลกใบนี้อย่างมากมาย จึงมีผู้ศรัทธาต้องการที่จะรวบรวมบันทึก เอกสาร สื่อโสตทัศนะ ต่างๆ ของท่านไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษา เบื้องต้นจากการสำรวจพบว่ามีถึง 27,347 รายการเลยทีเดียว หลังจากได้ความเห็นชอบจากทางสวนโมกขพลารามและคณะธรรมทาน จึงมีแนวทางในการจัดตั้งสถานที่เพื่อทำการเก็บรักษาและอนุรักษ์ ผลงานของท่าน และนี่จึงเป็นที่มาสั้นๆ ของหอจดหมายเหตุฯ แห่งนี้ครับ

จากก้าวแรกที่ผมได้เหยียบย่างเข้าไป ก็รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างสวนรถไฟที่เต็มไปด้วยผู้คนหนุ่มสาวมาเดินเล่นหรือขี่จักรยานกัน ส่วนสวนโมกข์ กรุงเทพ กลับมีอารมณ์เย็นๆ สงบๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวกันขวักไขว้มากมายนัก โดยพื้นที่ภายในก็ได้ถูกแบ่งเป็นโซนอย่างชัดเจน มีทั้งโซนขายหนังสือ โซนนิทรรศการ โซนสวนหย่อม ฯลฯ ใครสนใจก็ลองแวะไปนะครับ เพราะวันนี้ผมคงไม่ได้ลงรายละเอียดในส่วนต่างๆ แต่อยากจะพาขึ้นไปที่ชั้น 2 ห้องนิทรรศการ นิพพานชิมลอง (A Taste of Nibbana) เลยแล้วกันครับ

“ความสุข” เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา แต่สุขอย่างใดเล่าคือสุขที่แท้จริง ส่วนใหญ่เราจะหลงอยู่ใน “ความสุก” ที่เผาลนจิตใจให้รุ่มร้อน ด้วยการยึดติดในวัตถุนิยม และบริโภคนิยม หากมีความสุขอีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นความสงบเย็นในจิตใจ เป็นความรู้สึกเบาสบายและสุขอย่างยิ่ง ดังพุทธพจน์ที่ว่า “นิพพาน คือบรมสุข” จากคำเกริ่นนำในคู่มือนำชมนิทรรศการเพื่อเรียนรู้และทดลองปฏิบัติ นิพพาน (ฉบับพกพา) ที่สามารถอ่านได้ฟรี หรือถ้าบริจาค 10 บาท ก็นำกลับมาศึกษาต่อที่บ้านได้ จากหน้าแรกพลิกมาหน้าถัดมา เราจะเห็นแผนผังของห้องนิทรรศการซึ่งแบ่งออกเป็น 5 โซน

  1.  เสียงสงบใจ
  2. นิพพานที่ข้าพเจ้ารู้จัก
  3. ไตร่ตรองลองชิม
  4. สงบ เย็น และเป็นประโยชน์
  5. มุมสื่อสารเพื่อสืบสานปณิธานพุทธทาส

โดยส่วนตัวผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงานนิทรรศการ แต่สำหรับห้องนี้ผมเข้าใจว่าเป็นห้องถาวรเลยนะครับ เพราะจากการดูโครงสร้างและการตบแต่งภายใน เหมือนออกแบบมาเพื่อการเจริญสมาธิโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่าต่อไปจะถูกนำไปใช้จัดแสดงอะไรหรือเปล่า จากโซนแรกหลังเดินผ่านประตูเปิดปิดอัตโนมัติที่เข้าได้อย่างเดียวมา ก็จะเป็นการเตรียมกาย เตรียมใจ กันก่อน โดยมีภาพให้พิจารณากับบทกลอนของท่านพุทธทาส ว่า

อนิจจา แจกลูกตา เขาไม่รับ
แล้ววิ่งกลับ ไปหัวขาด อนาถหนา
ที่ยอมรับ ไม่กี่คน คนได้ตา
นึกระอา จะใคร่เลิก เบิกตาคน
แต่มีผู้ ร้องขอ ให้รอก่อน
ค่อยผันผ่อน กันไป ให้หลายหน
คงจะมี ผู้อยาก เพิ่มมากคน
ความมืดมนท์ ในโลกก จะหายไป
จึงยังยั้ง ชั่งใจ ได้อดกลั้น
ชักชวนกัน ฟันฝ่า อย่าเหลวไหล
ในการแจก ลูกตา อย่าท้อใจ
ไม่เท่าไร โลกรู้จัก รักลูกตาฯ

แล้วพอเดินต่อมายังห้องมืดที่มีเสียงดนตรีคลอเบาๆ ให้นึกถึงความดื่มด่ำและลุ่มลึกในความสงบ ก็จะพบผู้คนนั่งสมาธิหลังชนฝากันอยู่บนที่นั่งที่ดูคล้ายก้อนหิน บางก็หลับตา บางก็เฝ้ามองหน้าจอที่คำพูดอยู่ไม่กี่ประโยค ส่วนตัวผมเข้าใจว่าห้องนี้เป็นห้องสร้างบรรยากาศให้ผู้คนที่มาเยี่ยมชม ได้ลองหยุดนั่งสมาธิ ลองอยู่กับตัวเองดูว่ามีสัมผัสเป็นอย่างไรบ้าง เพราะคงจะมีหลายคนที่ไม่เคยนั่งสมาธินานๆ มีข้ออ้างเรื่องสถานที่ไม่อำนวย ห้องนี้แหละครับจะเป็นคำตอบให้คุณได้ทดลอง

หลังลองนั่งอยู่สักพัก ถ้าอยากผ่อนคลายอิริยาบทก็สามารถเดินออกมายังโซนถัดไป ซึ่งขอบอกว่าภาพที่เราจะได้เห็นหลังจากทำจิตใจให้สงบจากห้อง “นิพพานที่ข้าพเจ้ารู้จัก” แล้ว มันคือธรรมชาติที่หลายคนหวนหา ภาพของสระน้ำตัดกับต้นไม้สีเขียวที่หาชมได้ยากใจกลางเมือง จะมาปรากฏต่อหน้าเรา ในบริเวณนี้หากมองไปรอบๆ ก็ยังเป็นพื้นที่แห่งความสงบที่เราจะเห็นผู้คนฝึกเดินเจริญสติ บ้างก็ฝึกยืนเจริญสติ และบ้างก็ฝึกนั่งเจริญสติ ให้มีสติรู้ตัวทุกลมหายใจ แต่โลกเมื่อมีด้านขาวก็ย่อมมีด้านดำ ในบางครั้งผู้เข้าชมก็อาจจะไม่ได้มีสติกันทุกคน บางคนก็อาจโวยวาย วูดวี้ กะตูวู้ กันบ้าง ก็จงให้อภัยเขาเถอะนะครับ ถือว่าเป็นสีสรรแล้วกันนะ

และในบริเวณติดๆ กัน เราจะได้ยินเสียงเหมือนการเคาะพิมพ์ดีด ให้ชวนสงสัยว่ามันคืออะไร เมื่อเลี้ยวไปมองกำแพงก็จะเห็นสไลด์โชว์คำสอนของท่านพุทธทาสโดยมีลูกเล่นคือการแสดงภาพเสมือนว่ากำลังเคาะแป้นพิมพ์ดีดอยู่ทีละตัวอักษร นอกจากนั้นก็จะมีจอทัชสกรีนให้ลองจิ้มๆ กันดูถ้าไม่อยากรอสไลด์ สุดท้ายก็จะเป็นโซนที่ลูกสาววัยสามขวบของผมชื่นชอบมากคือ มีสแตมป์ลายต่างๆ ให้ประทับเป็นที่ระลึกครับ

ครับการเยี่ยมชมนิทรรศการนี้ จะสั้นจะยาวก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้เข้าชมเอง เราอาจจะใช้เวลา 3-5 นาทีในการเดินผ่านสิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมด หรืออาจจะเป็นชั่วโมงหรือหลายชั่วโมงในการพินิจ วิเคราะห์ พิจารณาจิตใจตนเองผ่านนิทรรศการนี้ สุดท้ายสำหรับคนที่จะขับรถไปสวนโมกข์ กรุงเทพฯ แห่งนี้ จะมีข้อเสียอย่างนึงคือ ที่จอดรถไม่ได้มากนักนะครับ ดังนั้น อาจต้องไปจอดที่สวนรถไฟ เสียตังค์ค่าบำรุงสถานที่ 10 บาท แล้วก็เดินมาเรื่อยๆ ครับ แต่ผมเชื่อเลยว่า มันคุ้มค่ากับความสงบที่จะหาได้จากชีวิตที่วุ่นวายในเมืองหลวงแห่งนี้ครับ

 ขอขอบคุณภาพจาก bia.or.th

Tags: , , , , , , , ,